บทที่ 13 ผลไม้เทวดาเลี้ยง: ทุเรียนที่ตั้งชื่อตามคน
เรื่องทุเรียนลับแลมีข้อเท็จจริงที่งดงามอยู่ข้อหนึ่ง: ทุเรียนดังที่สุดสองพันธุ์ของเมืองนี้ ตั้งชื่อตามคนธรรมดาสองคน
หลงลับแล เริ่มจากนายลมกับนางหลง อุประ ชาวลับแลที่นำเมล็ดทุเรียนพื้นเมืองไปปลูกเชิงดอยแล้วเกิดกลายพันธุ์เป็นทุเรียนลูกเล็ก เนื้อแน่นเนียน เมล็ดลีบ กลิ่นเบา เมื่อส่งประกวดทุเรียนปลูกจากเมล็ดในปี พ.ศ. 2520 ได้รางวัลยอดเยี่ยม พันธุ์ใหม่จึงได้ชื่อเป็นเกียรติแก่นางหลง และได้รับการรับรองพันธุ์ในปีถัดมา
หลินลับแล ต้นเดิมปลูกโดยนายหลิน ปัดลาด มาตั้งแต่ราวปี พ.ศ. 2493 ส่งประกวดปีเดียวกันได้รองชนะเลิศแบบสูสี แต่ความนิยมไม่เคยแพ้ — หวานมันแบบครีม เส้นใยน้อย เมล็ดลีบจนแทบได้กินเนื้อทุกอณู คอทุเรียนบางสายถึงกับยกให้เหนือกว่าผู้ชนะ
ทั้งสองพันธุ์ขึ้นทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2555 ปลูกได้เฉพาะเขตอำเภอลับแล อำเภอเมือง และอำเภอท่าปลาเท่านั้น ว่ากันว่านำพันธุ์ไปปลูกที่อื่น รสจะเพี้ยนหรือไม่ติดผลเลย เพราะดิน แร่ธาตุ อากาศ และน้ำของหุบเขานี้ลอกเลียนไม่ได้ — สวนบนดอยเหล่านี้คือสวนแบบ “เทวดาเลี้ยง” ที่พระราชหัตถเลขา ร.5 เคยกล่าวถึง แทบไม่รดน้ำ ไม่พึ่งฝายใด ให้ฟ้าฝนเป็นผู้จัดการทั้งหมด
และอย่าลืมลางสาด — คำขวัญเมืองประกาศว่า “ถิ่นลางสาดรสดี” ก่อนทุเรียนจะดังเสียอีก ลางสาดหวานเย็นละมุนคือผลไม้ประจำงานพระแท่นศิลาอาสน์มาแต่โบราณ ทุกฤดูผลไม้ ถนนเข้าเมืองจะกลายเป็นตลาดยาวเหยียด และร้านของเราก็กลายเป็นจุดแวะกินข้าวของนักเดินทางสายทุเรียนโดยธรรมชาติ
สังเกตแบบแผนไหมครับ — ทุเรียนเทวดาเลี้ยงที่ดังระดับประเทศ ยังต้องมีชื่อ ลุงลม ป้าหลง ลุงหลิน กำกับ ที่ลับแล ไม่มีของอร่อยนิรนาม ของดีของเมืองนี้มีชื่อคนติดอยู่เสมอ — และหลักการเดียวกันนี้จะกลับมาอีกครั้งในภาคสี่ เมื่อเราแกะไส้อั่วหนึ่งขดออกดูว่ามีชื่อใครอยู่ในนั้นบ้าง