ยินดีต้อนรับสู่ร้านลำลำลับแลบ้าน 100 ปี เปิดทุกวัน 10.00-20.00 ทุกวันครับดูเมนูอาหาร →
ภาคหนึ่ง — แผ่นดินที่ซ่อนตัว

บทที่ 2 สามทฤษฎีของชื่อ “ลับแล”

หนังสือ “ลับแลง — ตำราเล่าเรื่องแห่งเมืองที่อดีตยังกินได้” · ลำลำลับแล

ชื่อเมืองนี้มีคำอธิบายอย่างน้อยสามทาง เราตั้งใจเล่าทั้งสามโดยไม่ตัดสินว่าทางไหนถูก เพราะทั้งสามบอกความจริงคนละชั้นเกี่ยวกับเมืองเดียวกัน

ทางที่หนึ่ง — พุทธตำนาน ว่ากันว่าพระพุทธเจ้าเสด็จมาประทับที่พระแท่นศิลาอาสน์ แล้วเสด็จยืน ณ ที่ซึ่งปัจจุบันคือวัดพระยืนพุทธบาทยุคล ทอดพระเนตรไปทางป่าทิศเหนือ แต่มองไม่เห็นสิ่งใดเพราะมืดมัวด้วยหมอกเมฆ จึงตรัสเรียกดินแดนนั้นว่า “ลับแล” — แลไปทางใดก็ไม่เห็น ตำนานสายนี้ผูกลับแลเข้ากับภูมิศักดิ์สิทธิ์ของพุทธศาสนา และอธิบายว่าทำไมวัดสำคัญของแถบนี้จึงเรียงตัวกันเป็นสายบุญที่ผู้คนเดินจาริกมาแต่โบราณ

ทางที่สอง — ลับแลง คนท้องถิ่นรุ่นเก่าเรียกเมืองนี้ว่า “ลับแลง” คำว่า “แลง” ในภาษาถิ่นแปลว่าเวลาเย็น ที่มาคือภูมิประเทศล้วนๆ ป่าเขาสลับซับซ้อนมีดอยม่อนฤๅษีเป็นฉากกั้นแสงอาทิตย์ทางตะวันตก แม้ยามพลบค่ำตะวันยังไม่ตกดิน ที่นี่ก็มืดแล้ว ป่านี้จึงชื่อ “ป่าลับแลง” ก่อนจะเรียกเพี้ยนเป็นลับแลในภายหลัง เราเลือกคำว่า “ลับแลง” เป็นชื่อหนังสือ เพราะเป็นชื่อที่ปู่ย่าเรียกบ้านของตัวเอง ไม่ใช่ชื่อที่คนนอกตั้งให้ และวัดใหญ่กลางเมืองเก่าก็ยังใช้ชื่อนี้อยู่ — วัดลับแลงหลวง

ทางที่สาม — เมืองที่คนหลงทาง คำอธิบายเชิงภูมิศาสตร์ตรงไปตรงมา: เส้นทางเข้าเมืองคดเคี้ยว คนไม่ชำนาญพลัดหลงง่าย เมืองจึงเหมือนล่องหนสำหรับคนแปลกหน้า ถึงกับมีเรื่องเล่าว่าคนมีบุญเท่านั้นจึงจะหาทางเข้าเมืองลับแลเจอ

สังเกตว่าทั้งสามทฤษฎีพูดเรื่องเดียวกันจากคนละมุม: การมองไม่เห็น เมืองนี้นิยามตัวเองด้วยการถูกซ่อน — จากสายพระเนตร จากแสงอาทิตย์ จากคนแปลกหน้า และความถูกซ่อนนี้เอง ที่ทำให้ของเก่าของเมืองนี้ยังอยู่ครบกว่าที่อื่น ทั้งเรือนไม้ ทั้งภาษา ทั้งรสมือ

มีเมืองมากมายในโลกที่ตั้งชื่อตามความยิ่งใหญ่ ความรุ่งเรือง หรือชัยชนะ ลับแลอาจเป็นเมืองไม่กี่แห่งที่ตั้งชื่อตามการหายตัว — และกลายเป็นว่านั่นคือพรที่ประเสริฐที่สุดที่เมืองหนึ่งจะได้รับ