บทที่ 28 วันที่บ้านเงียบ
หลังตากับยายจากไป เรือนก็ว่างลงเป็นครั้งที่สองในชีวิตของมัน — และครั้งนี้ไม่มีหม่อนน้อยมาเฝ้า
บ้านถูกทิ้งร้างอยู่หลายปี ฝุ่นจับกี่ทอผ้า ครัวเย็น ชานเงียบ และระหว่างนั้นเราก็ได้เห็นชะตากรรมของเรือนโบราณรอบตัวในลับแลทีละหลัง บางหลังถูกปรับปรุงจนไม่เหลือเค้าเดิม — หน้าต่างไม้กลายเป็นกระจกบานเลื่อน ใต้ถุนถูกก่ออิฐปิดทึบ บางหลังจบเศร้ากว่านั้น: ถูกรื้อขายทั้งหลัง ไม้เรือนอายุร้อยปีถูกถอดเป็นชิ้น ขึ้นรถบรรทุก ไปประกอบใหม่บนแผ่นดินอื่นที่ไม่มีใครรู้จักชื่อคนสร้าง — เรือนที่เคยเป็นบ้าน กลายเป็นเฟอร์นิเจอร์
เราไม่ได้เล่าเพื่อตำหนิใคร ทุกครอบครัวมีเหตุผล เรือนโบราณซ่อมแพง อยู่ยาก ขายได้ราคา — ตรรกะทั้งหมดถูกต้อง มันแค่เป็นตรรกะเดียวกับชายหนุ่มในตำนานที่ค่อยๆ ทิ้งขมิ้นระหว่างทางเพราะมันหนัก ถูกทุกก้าว และผิดทั้งเส้นทาง
แล้ววันของบ้านเราก็มาถึง — ครอบครัวประชุมกันเรื่องอนาคตของเรือน ทางเลือกที่สมเหตุสมผลที่สุดบนโต๊ะคือปรับปรุงให้เป็นบ้านเช่า เราฟังแล้วเห็นภาพขมิ้นกำลังจะหล่นจากย่ามอีกกำหนึ่ง จึงเสนอความคิดที่ทุกคนในวงมองว่าบ้าบิ่นที่สุด
เปิดร้านอาหารที่ใต้ถุนบ้าน
เหตุผลของเราเรียบง่ายกว่าที่ใครคิด: การเปิดร้านที่ใต้ถุน คือทางเดียวที่แทบไม่ต้องแตะโครงสร้างเรือนเดิมเลย บ้านได้อยู่ต่อทั้งหลัง แถมได้หายใจ ได้มีคนเดินขึ้นลงทุกวัน ส่วนเสียงคัดค้านก็สมเหตุสมผลไม่แพ้กัน — ใครจะขับรถเข้าซอยลึกขนาดนั้นมากินข้าว ที่ตั้งนี้ไม่เหมาะกับการค้าขายใดๆ ทั้งสิ้น คนทั่วไปว่าเราบ้า และตามตรรกะการค้า เขาว่าถูก
แต่ทางเลือกอีกทางคือการยอมให้บ้านที่พ่อขากลิ้งกับแม่ขายอดสร้าง ที่หม่อนน้อยเฝ้า ที่ตาเงินยายจันหุงหาอาหาร เลือนหายไปกับกาลเวลาเหมือนเรือนหลังอื่นๆ — และทางนั้น เราเลือกไม่ได้