ยินดีต้อนรับสู่ร้านลำลำลับแลบ้าน 100 ปี เปิดทุกวัน 10.00-20.00 ทุกวันครับดูเมนูอาหาร →
ภาคสอง — เมืองที่ทัพต้องยั้ง

บทที่ 6 ทุ่งยั้ง: ขาสุโขทัยของแผ่นดินนี้

หนังสือ “ลับแลง — ตำราเล่าเรื่องแห่งเมืองที่อดีตยังกินได้” · ลำลำลับแล

ถ้าอยากเข้าใจว่าทำไมอาหารลับแลไม่เหมือนเชียงใหม่ ให้เริ่มที่ตำบลหนึ่งในอำเภอลับแลที่นักท่องเที่ยวมักขับผ่าน — ทุ่งยั้ง

ทุ่งยั้งเป็นเมืองโบราณขนาดใหญ่สมัยสุโขทัย ชื่อของมันปรากฏทั้งในศิลาจารึกหลักที่ 38 และพงศาวดารเหนือ ซึ่งเรียกเมืองนี้ว่า “กัมโพชนคร” เล่าว่าผู้ครองเมืองสวรรคโลกสร้างเมืองนี้ให้พระโอรสไปปกครอง ตัวเมืองเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีคูน้ำกำแพงดินถึงสามชั้น และเป็นแนวคันดินศิลาแลงที่แทบจะแห่งเดียวในประเทศ

ศูนย์กลางศรัทธาของเมืองคือวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง เจดีย์ประธานเดิมเป็นทรงพุ่มข้าวบิณฑ์ — ทรงเจดีย์เอกลักษณ์ที่กรุงสุโขทัยคิดค้นและสงวนไว้กับเมืองสำคัญ นักวิชาการจึงสันนิษฐานว่าทุ่งยั้งน่าจะมีฐานะเป็นเมืองลูกหลวงทำนองเดียวกับศรีสัชนาลัย และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพประทานความเห็นว่าน่าจะเป็นเมืองหน้าด่านฝั่งตะวันตกของลำน้ำน่านในสมัยสุโขทัย

มุมตะวันตกเฉียงเหนือของเมืองมีเวียงซ้อนอีกเวียงหนึ่ง คนรุ่นหลังไม่รู้ที่มา จึงเอานิทานสังข์ทองมาผูกจนได้ชื่อว่า “เวียงเจ้าเงาะ” หลุมเล็กๆ บนลานศิลาแลงหลังวัดถูกเล่าว่าเป็นรอยสนามตีคลีของพระสังข์ — ตำนานงอกทับหลักฐาน หลักฐานฝังใต้ตำนาน เป็นแบบนี้ทั้งเมือง และเราไม่คิดว่าต้องเลือกข้าง เพราะเมืองที่มีชีวิตยาวนานพอ ย่อมสะสมทั้งสองอย่าง

ทุกปีวัดพระบรมธาตุทุ่งยั้งยังจัดงานประเพณีอัฏฐมีบูชา — พิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพจำลองในวันแรมแปดค่ำเดือนหก ซึ่งกล่าวกันว่าเป็นการจัดพิธีเช่นนี้ที่หาดูได้ยากยิ่งในโลก เมืองที่จัดงานรำลึกการดับขันธ์ของพระพุทธเจ้าต่อเนื่องมาได้ขนาดนี้ ไม่ใช่เมืองที่ประวัติศาสตร์ตายแล้ว มันคือเมืองที่ประวัติศาสตร์ยังหายใจ

สำหรับหนังสือเล่มนี้ ทุ่งยั้งคือหมุดหมายสำคัญที่สุดหมุดหนึ่ง: มันคือหลักฐานว่าในอำเภอลับแลมีรากสุโขทัยฝังลึกอยู่จริง — ไม่ใช่แค่ผ่านมา แต่ตั้งเมือง สร้างธาตุ และอยู่ต่อเนื่องมาจนคนทุ่งยั้งวันนี้ยังพูดสำเนียงที่ต่างจากคนเมืองบนอย่างชัดเจน ยายของเราเรียกแถบนั้นว่า “บ้านใต้” และคำเรียกง่ายๆ ของยายคำนี้ จะสำคัญมากในบทที่เก้า