บทที่ 8 สายเหนือ: คนไทยวนที่หนีมา
คนลับแลส่วนใหญ่พูดคำเมือง — ภาษาไทยวนแบบล้านนา — มาจนถึงเช้าวันนี้ในตลาดสด คำถามคือมาจากไหน
ข้อสันนิษฐานคลาสสิกเป็นของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ผู้ทรงพิจารณาจากชาติพันธุ์และภาษา แล้วสันนิษฐานว่าคนลับแลเดิมเป็นชาวเมืองแพร่ เมืองน่าน ที่หนีข้าศึกและความเดือดร้อนมาซุ่มซ่อนตั้งชุมชนในหุบเขาป่ารกแห่งนี้ — เมืองที่ซ่อนตัวจากบทที่หนึ่ง กลายเป็นที่พึ่งจริงๆ ของคนจริงๆ
ตำนานท้องถิ่นเล่าเสริมลึกไปอีก: มีผู้คนจากอาณาจักรโยนกเชียงแสนอพยพหลบภัยสงครามมาตั้งรกรากที่ราบเชิงเขา เรียกถิ่นใหม่ว่า “บ้านเชียงแสน” ซึ่งยังมีชื่ออยู่ที่ตำบลฝายหลวงจนทุกวันนี้ พร้อมวีรบุรุษในตำนานคือเจ้าฟ้าฮ่ามกุมาร เจ้าชายผู้นำการอพยพ ปัจจุบันมีอนุสาวรีย์ของท่านอยู่หน้าทางเข้าวัดม่อนอารักษ์
เพื่อความซื่อตรงต่อคำสัตย์หน้าประตูเมือง เราต้องบันทึกไว้ด้วยว่านักวิชาการวิเคราะห์ตำนานฉบับนี้แล้วชี้ว่า โครงเรื่องและศักราชน่าจะแต่งขึ้นภายหลังโดยอิงจากตำนานสิงหนวัติกุมารของโยนก เราจึงเล่าเจ้าฟ้าฮ่ามกุมารในฐานะตำนานที่ชุมชนใช้อธิบายตัวเอง ไม่ใช่บุคคลทางประวัติศาสตร์ แต่ประเด็นสำคัญไม่เสียหายเลย เพราะสิ่งที่พิสูจน์การอพยพจากเหนือได้ดีกว่าตำนานใดๆ คือหลักฐานที่ยังหายใจอยู่: ภาษา
ภาษาไม่เคยโกหก คำเมืองที่แม่ค้าตลาดหัวดงใช้ต่อราคากันเช้านี้ สืบสายตรงจากภาษาไทยวนลุ่มน้ำโขง-กก-อิง ผ้าซิ่นตีนจกที่ยังทอ ประเพณีที่ยังทำ ชื่อบ้านนามเมืองอย่างฝายหลวง ม่อนอารักษ์ — ทั้งหมดคือลายเซ็นของคนเหนือที่มาถึงหุบนี้จริง และไม่เคยจากไปไหน
พวกเขาหอบอะไรมาด้วยในการอพยพ นอกจากลูกเมียและพระพุทธรูป — พวกเขาหอบครัวมาทั้งครัว: ข้าวเหนียว เครื่องแกงที่ฐานเป็นกะปิถั่วเน่า วิธีถนอมอาหารด้วยการหมักดอง วิธีย่างและหลาม ความรู้เรื่องผักป่าสมุนไพรดอย และแผ่นแป้งข้าวแคบที่จะกลายร่างเป็นพระเอกของภาคสี่ ทั้งหมดนี้คือครึ่งหนึ่งของรสลับแล — ครึ่งที่เหลือ รออยู่บ้านใต้