บทที่ 11 มะแขว่น: เผ็ดที่ “เด้าลิ้น”
ถ้าต้องเลือกวัตถุดิบหนึ่งอย่างเป็นตัวแทนครัวเหนือทั้งหมด เราเลือกมะแขว่น
มะแขว่นเป็นไม้ยืนต้นวงศ์ส้ม สกุลเดียวกับพริกไทยเสฉวนของจีน ลำต้นและกิ่งมีหนามแหลม ผลกลมเล็กเท่าเม็ดพริกไทย เปลือกเขียวแล้วไล่เป็นแดงจนน้ำตาลเข้มเมื่อแก่ ผลแก่จัดจะแตกอ้าเผยเมล็ดดำเป็นมัน กลิ่นหอมฉุนสดชื่นคล้ายเปลือกส้มปนผักชี ติดผลช่วงปลายฝนต้นหนาว ราวกันยายนถึงธันวาคม พบมากในป่าดิบทางเหนือ ว่ากันว่าของดีที่สุดมาจากความสูงแปดร้อยถึงพันสี่ร้อยเมตรเหนือระดับน้ำทะเล
รสของมันไม่ใช่เผ็ดร้อนแบบพริก แต่เป็นเผ็ดชาที่ทำให้ลิ้นสั่นเบาๆ เหมือนกระแสไฟอ่อนๆ วิ่งผ่าน คนเหนือมีคำเรียกเฉพาะว่า “เด้าลิ้น” — คำที่แปลเป็นภาษากลางไม่ได้สนิท และนั่นแหละคือประเด็น: รสที่ไม่มีคำแปล คือรสที่เป็นของวัฒนธรรมนั้นจริงๆ
หลายคนเข้าใจว่ามะแขว่นคือหมาล่าไทย — ไม่ใช่เสียทีเดียว ทั้งคู่เป็นญาติร่วมสกุล Zanthoxylum และให้ความชาแบบเดียวกัน แต่ขนาดผลและกลิ่นต่างกันมาก เทียบได้กับมะกรูดกับมะนาว กลิ่นมะแขว่นสดชื่นโปร่งกว่า ส่วนพริกหอมจีนอวลหนักกว่า ยังมีญาติอีกตัวที่คนมักสับสนคือมะข่วง ซึ่งหน้าตาคล้ายกันจนแม้แต่เอกสารวิชาการยังถกเถียงเรื่องชื่อวิทยาศาสตร์กันไม่จบ — เราบันทึกข้อถกเถียงนี้ไว้ตรงนี้อย่างซื่อสัตย์ และจะให้ผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ชี้ขาดในตำราฉบับสมบูรณ์
ในครัวเหนือ มะแขว่นคือกระดูกสันหลังของพริกลาบ อยู่ในแกงอ่อม แกงแค และที่หลายคนไม่รู้ — อยู่ในน้ำพริกข่าด้วย ตำแหน่งของมันในครัวเราจึงไม่ใช่ของโรยหน้า มันคือลายเซ็นล่องหนที่บอกคนกินว่าครัวนี้ยังต่อสายตรงกับป่าเหนืออยู่ ไม่เคยขาด
และอย่างที่เล่าในบทที่สิบ — เส้นแบ่งการใช้มะแขว่นหนักเบา พาดผ่านอุตรดิตถ์พอดี ลับแลคือด่านสุดท้ายของอาณาจักรมะแขว่น ก่อนที่ครัวข้างล่างจะเปลี่ยนไปพึ่งพริกไทยและเครื่องเทศสายทะเล ทุกเม็ดมะแขว่นในครกของเราจึงเป็นเหมือนธงชายแดน — ปักบอกว่าตรงนี้ ครัวเหนือยังไปถึง